ผลิตภัณท์จำเป็นและสร้างคุณค่าให้คุณสำหรับชีวิตประจำวันทุกคน



เทรนด์ดูแลสุขภาพการกิน “คลีน” กาลังฮิตในยุค 4.0 หลายคนให้ความสนใจและให้ความสำคัญเรื่องอาหารการกินมากขึ้นหันมาบริโภคผักผลไม้เป็นหลัก หลายคนเคยได้ยินและเข้าใจว่า ผักปลอดสารพิษ ยังไงต้องปลอดสารแน่นอน มาดูความหมายกันดีกว่า

ผักปลอดสารพิษ เป็นผักที่มีกระบวนการใช้สารเคมีสังเคราะห์อย่างปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ บ้าง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต แต่มีข้อแม้ว่าไม่เป็นสารต้องห้าม และต้องหยุดใช้ก่อนการเก็บเกี่ยว โดยจะมีหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบเพื่อออกใบรับรองให้ว่าไม่มีสารเคมีตกค้างเกินกว่าที่กำหนด เพราะฉะนั้นเราจึงสบายใจได้ว่าผักที่เรากินเข้าไปนั้นมีสารเคมีแค่นิดเดียว ไม่เกินที่กฎหมายกำหนดแน่นอน นั้นหมายความว่า “ผักปลอดสารพิษกินได้และมีประโยชน์”

ประโยชน์ของผักปลอดสารพิษ มีอะไรบ้าง?

1.ทำให้ได้พืชผักที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

2.ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกผักมีสุขภาพอนามัยดีขึ้น เนื่องจากไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกาจัดศัตรูพืช ทำให้เกษตรกรปลอดภัยจากสารพิษเหล่านี้ด้วย

3.ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

4.ลดปริมาณสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ที่ปนเปื้อนในอากาศและน้ำ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและลดมลพิษของสิ่งแวดล้อมได้ทางหนึ่ง

ผักปลอดสารพิษ ให้ประโยชน์ตั้งแต่ผู้ปลูกเองไปจนถึงผู้บริโภค ช่วยให้สุขภาพดี ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนชอบทานผักและต้องการความปลอดภัย

แต่หากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจก่อนนำมาบริโภคก็นำผักมาล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธีเสียก่อน นอกจากนี้ผู้บริโภคควรจะเลือกทานผักให้เหมาะสมกับฤดูกาลก็จะช่วยเรื่องสารตกค้างได้ หรือ ใครจะปลูกผักไว้ทานเองที่บ้านง่ายๆ โดยใช้จุลินทรีย์ ดีๆ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ก็ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า ผักสด สะอาด ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแน่นอน

ดูแลสุขภาพ “ผู้สูงอายุ” ด้วยเคล็ดลับในการ “เลือกทานอาหาร”

แต่ละวัยช่วงอายุนั้นมีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกัน และมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายไปตามอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายเจริญเติบโตสูงสุด รวมทั้งเกิดความเสื่อมได้มากกว่าวัยอื่น การเลือกอาหารผู้สูงอายุอย่างถูกวิธีเหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและชะลอให้ร่างกายไม่ทรุดโทรมก่อนเวลาอันควร

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยผู้สูงอายุ คือ อายุที่เพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในหลายด้าน ดังนี้

  • ระบบการเผาผลาญที่ลดลง – การรับประทานอาหารตามใจปากอาจส่งผลให้น้ำหนักพุ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัวและก่อปัญหาสุขภาพด้านอื่นตามมา
  • ระบบการย่อยอาหารเสื่อมประสิทธิภาพลง –  ทำให้สารสำคัญในกระบวนการย่อยอาหารถูกผลิตน้อยลงและการดูดซึมสารอาหารสำคัญกลับไปใช้ในร่างกายลดลงตาม
  • ความอยากอาหารลดลง – นอกจากนี้ ผลข้างเคียงจากยาบางประเภทอาจทำให้ความอยากอาหารลดลง รวมถึงเป็นวัยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้ง่าย จึงมักไม่สนใจในอาหารการกินมากนัก ทำให้รับประทานอาหารบางประเภทที่ให้พลังงานมากจนส่งผลให้มีน้ำหนักตัวมากขึ้นตามมา


    กินแบบไหนได้แบบนั้น ฟังดูง่ายแต่ทำได้ยากนัก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ ทำให้การกินและสุขภาพไปด้วยกันลำบาก การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสุขในการกินมากขึ้นและสุขภาพแข็งแรงด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ดังนี้  
  • เน้นอาหารที่มีประโยชน์ แต่ให้พลังงานต่ำ

  • เท่าที่ทราบกันดีว่าร่างกายในวัยนี้มีการเผาผลาญลดลง จำนวนพลังงานที่ได้ก็ควรลดลงเช่นกัน การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารมากแต่ให้พลังงานต่ำ (Nutrient Dense Foods) ดูจะเป็นทางออกที่ดี เนื่องจากร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งวิตามิน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่จำเป็น 

    โดยมีจำนวนแคลอรี่ที่ไม่มากจนเกินไป เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วชนิดต่าง ๆ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากนมหรือโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เนื้อปลา เนื้อไก่ แทนที่จะเป็นอาหารพลังงานสูงแต่มีสารอาหารน้อย เช่น ของทอด ขนมหวาน เครื่องดื่มที่มีรสชาติหวาน ฟาสต์ฟู๊ด ซึ่งควรรับประทานเป็นครั้งคราวเท่านั้น

  • เพิ่มใยอาหารให้ร่างกาย

  • ใยอาหารหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ไฟเบอร์ (Fiber) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ ลดอาการท้องผูกหรือปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารอื่น ๆ ผู้สูงอายุควรเพิ่มการรับประทานอาหารประเภทที่มีกากใยสูงในทุกมื้อ โดยเฉพาะเส้นใยชนิดละลายน้ำได้ (Soluble Fiber) ซึ่งจะช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายให้สมดุล รวมไปถึงยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน และทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ง่าย

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

  • ผู้สูงอายุหลายคนมักละเลยการดื่มน้ำในชีวิตประจำวันและไม่ทันสังเกตว่าร่างกายเกิดความกระหายน้ำ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่ายและเป็นอันตรายต่อร่างกาย จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 225 มิลลิลิตร โดยหมั่นจิบน้ำบ่อย ๆ แทนการดื่มน้ำปริมาณมากในคราวเดียว นอกจากนี้ ร่างกายยังสามารถได้รับน้ำจากการรับประทานในรูปแบบอื่น เช่น อาหารประเภทซุป แกงจืด ผักและผลไม้สดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มากอย่างแตงโม แคนตาลูป องุ่น แตงกวา นอกจากน้ำเปล่าก็สามารถดื่มน้ำผลไม้สด เครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีน นมพร่องมันเนยหรือไขมันต่ำ แต่ควรระมัดระวังเกลือและน้ำตาลที่ผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่ม

  • ควบคุมแคลอรี่ที่รับประทาน

  • ปริมาณการกินและพลังงานที่ได้รับเข้าไปจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวัน โดยทั่วไปผู้สูงอายุต้องการพลังงานน้อยกว่าวัยอื่น การได้รับพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไปมากเกินร่างกายต้องการบวกกับระบบการเผาผลาญที่ลดลง จึงอาจส่งผลต่อน้ำหนักได้ง่ายเมื่อไม่มีการควบคุมการกิน



  • เลือกอาหารที่เคี้ยวได้ง่าย

  • อาหารบางประเภทที่มีความเหนียวหรือแข็งมากเกินไปอาจไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะสุขภาพของฟันและเหงือกจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุเช่นเดียวกับส่วนอื่นของร่างกาย จึงทำให้การกัดหรือเคี้ยวอาหารทำได้ไม่ดีเหมือนหนุ่มสาว อาหารที่รับประทานจึงควรมีลักษณะอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย รสชาติไม่จัด

  • โดยอาจเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงให้วัตถุดิบเหล่านั้นอ่อนนุ่มลง ไม่ปรุงสุกมากเกินไปจนทำให้แข็งกระด้าง หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องบางสูตร เช่น ซุปที่มีโซเดียมต่ำ ผลไม้กระป๋องสูตรไม่เติมน้ำตาลหรือน้ำตาลน้อย ทูน่ากระป๋อง ทั้งนี้ ควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนเลือกซื้อว่ามีปริมาณน้ำตาล โซเดียม ไขมันชนิดอิ่มตัวในปริมาณน้อย แต่ยังมีแร่ธาตุ วิตามิน หรือไฟเบอร์รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ ผู้สูงอายุบางคนอาจเกิดอาการแพ้น้ำตาลในนม (Lactose Intolerance) ทำให้เสี่ยงต่ออาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือมีแก๊สในท้องหลังดื่มนมหรือรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของนม

  • ลดเค็ม ลดหวาน

  • ส่วนใหญ่ร่างกายได้รับโซเดียมจากการรับประทานเกลือ แต่ก็สามารถพบได้จากอาหารสดหลายชนิด โดยเฉพาะพวกที่มีโปรตีนสูงและผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องต่าง ๆ ที่มักเติมโซเดียมลงไปในภายหลัง ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุหลายคนได้รับโซเดียมเข้าไปในปริมาณมากเกินความต้องการ และอาจทำให้ความดันโลหิตของร่างกายสูงขึ้นกว่าปกติ

  • อีกเรื่องที่ควรระวังคงเป็นความหวานจากน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน ช็อกโกแลต เค้ก น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และฉลากข้อมูลบนผลิตภัณฑ์บางส่วนอาจเรียกน้ำตาลในรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้หลายชื่อ เช่น มอลโทส (Maltose) น้ำเชื่อมข้าวโพด (Corn Syrup) ฟรุกโตส (Fructose) กากน้ำตาล (Molassess) กลูโคส (Glucose) หรือน้ำผึ้ง จึงอาจทำให้ได้รับน้ำตาลปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว ส่งผลต่อน้ำหนักตัวที่สูงเกินมาตรฐานและพัฒนาให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา ทั้งโรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคหลอดเลือดในสมอง
    การรับประทานอาหารอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนในแต่วัน เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามินดี วิตามินบี 12 ที่ผู้สูงอายุจำเป็นต้องใช้ในการซ่อมแซมร่างกายมากกว่าวัยหนุ่มสาว และการรับประทานให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วนอาจบริโภคเข้าไปมาก บางคนสามารถพึ่งตัวช่วยเสริมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ



  • ความคิดเห็น

    โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

    เลือกอย่างไรให้คุณได้มากที่สุด

    เทรนผู้สูงอายุในประเทศไทย