ชวนมารู้แผนธุรกิจที่ให้คุณหยุดทำงานได้ตลอดชีวิต
ออกแบบมาเพื่อคุณ
หุ้นส่วนของคุณเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการพัฒนาคุณภาพที่ตรงความต้องการลูกค้า มีความโดดเด่น มีแบรนด์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 5 ป ที่แตกต่าง สามรถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างที่ลูกค้าพอใจ รายเดียวที่ยังคงเอกลักษณ์รับผิดชอบด้วยการรับประกันความพอใจสามารถคืนเงินได้
ต้องยอมรับว่า แผนธุรกิจสามารถดึงเอาศักนยภาพของผู้ร่วมธุรกิจให้สามารถมีผลการดำเนินงานที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเอาใจใส่และเติมเต็มความรู้ตลอดจนฝึกฝน ทำซ้ำๆจนเกิดความชำนาญของผู้ทำธุรกิจเอง เป็นธุรกิจเดียวที่คุณสามารถผิดพลาดได้ไม่จำกัดแต่ถ้าสำเร็จเมื่อไรคุณจะสำเร็จตลอดไป แม้ว่าจะมีวิกฤติและสามารถผ่านวิกฤตต่างๆ ในช่วงปี 63 ที่ผ่านมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ผู้ร่วมธุรกิจทุกคนสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นและมีอัตราการทำกำไรสูงจากแผนเสริมธุรกิจคลอพลัสที่มาเสริมแผนธุรกิจหลักคลอแพลนทำให้ผู้ทำธุรกิจต่างได้รับปันผลที่เพิ่มขึ้นคุ้มค่า ภายใต้ประสบการณ์การดำเนินธุรกิจมายาวนานของหุ้นส่วนทางธุรกิจของเรา
กว่า 60 ปีแล้วที่เรายังรักษาความเป็นผู้นำและสานต่อคุณค่าแห่งชีวิตอย่างมั่นคงจากสองผู้สถาปนา โดยนักธุรกิจเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เราทำ ท่ามกลางวิกฤตหลากรูปแบบ ผู้คนยังให้เกียรติ เชื่อมั่น และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจของเรา ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเราทำให้เรากล้าเปลี่ยน ปรับ พัฒนา เพื่อก้าวทันโลกเสมอ ธุรกิจเข้าถึงง่าย แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ธรรมดา เพราะเรามีวัฒนธรรม ‘ความเป็นหุ้นส่วน’ สไตล์ครอบครัวที่หลอมรวมบริษัท นักธุรกิจและพนักงานทั่วโลกอย่างแน่นแฟ้น การปรับตัวสู่เรื่องราวใหม่ๆ ทุกวันของเรา ผสานกับพันธสัญญาระยะยาวจากหุ้นส่วนที่เข้มแข็ง จะทำให้เราจะเติบโตสู่เป้าหมาย A70 ได้อย่างแน่นอน
ความเป็นผู้นำ
ธุรกิจคุณธรรมอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 8*
• ยอดขายทั่วโลก 8.4 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019
• ดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศและดินแดนทั่วโลก
• สิทธิบัตรที่ผ่านการรับรองแล้วกว่า 780 ใบ
แบรนด์ระดับโลก
นิวทริไลท์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยอดขายอันดับ 1 ของโลก ในกลุ่มวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร*
อีสปริง เครื่องกรองน้ำยอดขายอันดับ 1 ของโลก**
แอทโมสเฟียร์ สกาย เครื่องกรองอากาศยอดขายอันดับ 1 ของโลก
ทรัพยากร
• ฟาร์มชีวภาพที่ผ่านการรับรองประมาณ 15,000 ไร่
• โรงงานผลิต 6 แห่ง ผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อผู้บริโภคทั่วโลก
• นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคกว่า 500 คน
• ศูนย์วิจัยและพัฒนา 11 แห่งทั่วโลก
โอกาสเพื่อคุณ
• ลงทุนกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 ด้านดิจิทัล นวัตกรรมผลิตภัณฑ์
และผลตอบแทนของผู้ร่วมธุรกิจ
• จ่ายโบนัสและเงินรางวัล 63.8 พันล้านเหรียญสหรัฐแก่ผู้ร่วมธุรกิจตั้งแต่ปี 1959
• ผู้ธุรกิจเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้ออนไลน์มากกว่า 4 ล้านคอร์สในปี 2019
พลังแบ่งปันสู่สังคม
• ผู้ร่วมธุุุรกิจและพนักงาน 400,000 คน เข้าร่วมโครงการ Power of 5
ให้ความช่วยเหลือเด็กใน 14 ประเทศทั่วโลก
• ผููู้หญิง เด็กและครอบครัวมากกว่า 700,000 คนได้รับความช่วยเหลือจากโครงการต่างๆ
ของเราทั่วโลกในปี 2019
สร้างธุรกิจได้จากการสร้างกลุ่มผู้บริโภค เสริมอาหารหลัก 5 หมู่ที่ปลอดภัยจากสารพิษที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ผลิตภัณท์เปิดใจ โดยได้มีการเลือกนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงทุกคน เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์ในปัจจุบัน เช่น เทรนด์การดูแลสุขภาพ มีแพ็กเกจจิ้งที่เป็น instagenic นอกจากนี้ยังมีการปรับรูปแบบของผลิตภัณฑ์ให้น่าสนใจ มีสตอรี่ที่ง่ายต่อการทำคอนเทนต์มากขึ้น สามารถแชร์ต่อในโลกโซเชียลได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ n* by Nutrilite ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเปิดตัวในปีนี้
การสร้างคอมมูนิตี้ โดยมีการทำกิจกรรมรวมกลุ่มคนที่มีเป้าหมายและความสนใจเดียวกันเข้าด้วยกันในโลกออนไลน์ และอาจจะต่อยอดมาทำกิจกรรมแบบออฟไลน์ได้ เพื่อให้คอนเทนต์มีความสนุก น่าสนใจ และทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจาก 2 เครื่องมือนี้แล้ว แอมเวย์ยังจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ร่วมธุรกิจให้เป็น Creators ที่สมบูรณ์แบบ และสามารถสร้าง Social Community ของตนเองได้ ได้แก่
- การสร้างตัวตนในแบบของแต่ละบุคคล ด้วยการค้นหาจุดเด่นเฉพาะตัว เพื่อนำมาพัฒนาและส่งเสริมให้ตรงกับความถนัด สร้างจุดแข็งที่ไม่ซ้ำใคร
- การเรียนรู้แนวคิดการทำคอนเทนต์ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างคอนเทนต์ เช่น อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากสายสุขภาพและความงาม เพื่อนำไปต่อยอดนำเสนอผลิตภัณฑ์แอมเวย์ให้มีจุดดึงดูดน่าสนใจ
- การรับฟังประสบการณ์การสร้างคอมมูนิตี้ออนไลน์ ด้วยการเทรนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้ ทำความรู้จักแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยม รวมถึงเทคนิคการขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย
- การสร้างมาตรฐานการสื่อสารดิจิทัลสำหรับสินค้าแต่ละประเภท ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์การใช้ข้อความโฆษณาบนสื่อดิจิทัลและตรวจสอบให้การสื่อสารต่างๆ ถูกต้องทางกฎหมายและจรรยาบรรณ
- “ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ เพื่อให้แบรนด์และนักธุรกิจแอมเวย์สามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จในทุกสถานการณ์ โดยจุดเด่นของของแอมเวย์คือ การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบที่สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และเลือกพัฒนาตนเองในทักษะด้านใดก็ได้ ผ่านเว็บไซต์ eLearning ของแอมเวย์ ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสที่แอมเวย์เตรียมไว้ให้กับทุกคนที่ต้องการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ชอบให้เป็นรายได้ที่ยั่งยืน และพร้อมที่จะก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน”
Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปีLost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี ต่างกับช่วงก่อนวิกฤตที่ยิ่งใหญ่จนเทียบไม่ติด ล่าสุดเดือนมีนาคม 2023 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นอยู่ที่ 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ หรือ 1.30 ล้านล้านเยน หรือ 263% ของ GDP และสูงที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว 43.3%Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี ต่างกับช่วงก่อนวิกฤตที่ยิ่งใหญ่จนเทียบไม่ติด ตั้งแต่ปี 1991 ถึง 2003 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อวัดโดย GDP ขยายตัวเพียง 1.14% ต่อปี ขณะทีี่เดือนมีนาคม 2023 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.30 ล้านล้านเยน) หรือ 263% ของ GDP และสูงที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว 43.3% ของหนี้นี้ถือโดย BOJ ซึ่งในอดีตญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก หรือรองจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกลำดับเหตุการณ์ไว้ดังนี้
1. ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองไปจนถึงการสิ้นสุดของสงครามเย็น เป็นช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูอย่างมาก จนเรียกว่า "ปาฏิหาริย์เศรษฐกิจญี่ปุ่น" (Japanese economic miracle) เพราะญี่ปุ่นสามารถพลิกจากประเทศผู้แพ้สงครามโลก แล้วกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างรวดเร็ว (รองจากสหรัฐอเมริกา) ช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นแข็งแกร่งอย่างมากนี้มีระยะเวลาระหว่างปี ค.ศ. 1946 - ปลายทศวรรษที่ 1980 หรือราวๆ 30 ปี มีช่วงเวลาหนึ่งที่คนญี่ปุ่นถูกมองว่าเศรษฐีที่โปรยเงินซื้อสินทรัพย์ไปทั่วโลก วัฒนธรรมญี่ปุ่นกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่ทรงพลัง และทุกคนก็อยากให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศตน
2. อย่างไรก็ตาม เมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลง หลังจากผ่านไปสามทศวรรษ ญี่ปุ่นก็ประสบกับ "การเติบโตที่ถดถอย" นั่นคือแม้จะเติบโต แต่ก็เนิบๆ และค่อยช้าลงๆ เนื่องจากค่าเงินเยนของญี่ปุ่นสูงขึ้น สาเหตุที่เงินเยนสูงขึ้นเพราะ Plaza Accord ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างห้าประเทศอุตสาหกรรม รวมถึงญี่ปุ่นในการลดค่าเงินดอลลาร์ เพราะเงินดอลลาร์แข็งเกินไปจนทำให้เงินจากสกุลเงินอื่นๆ ไหลเข้าไปที่ดอลลาร์ และทำให้ประเทศคู่ค้าขาดดุล เป้าหมายของข้อตกลงนี้ก็เพื่อช่วยทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นนั่นเอง
3. แต่ข้อตกลงนี้ไม่ได้ผล แถมยังเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงยังทำให้ญี่ปุ่นเสียดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาเข้าไปอีก ส่วนเงินเยนก็ยิ่งแข็งขึ้นมาทำให้การส่งออกของญี่ปุ่นมีปัญหา ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) และรัฐบาลญี่ปุ่นแก้ปัญหาด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบมากขึ้น แต่ยิ่งทำให้เกิดราคาสินทรัพย์ที่พุ่งสูงตัวอย่างรวดเร็วและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ร้อนจัด รวมถึงปริมาณเงินและการขยายสินเชื่อที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผลก็คือเกิเดภาวะเรียกว่า "ฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ของญี่ปุ่น" ตั้งแต่ปี 1986 ถึง 1991 ซึ่งราคาอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นสูงเกินจริงอย่างมาก
4. เพราะหวังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ BOJ ยังกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพื่อทำยอดให้ถึงโควต้าโดยไม่พิจารณาว่าผู้กู้มีความสามารถที่จะใช้คืนได้หรือไม่ ทำให้เกิดหนี้เสียรุนแรงมาก BOJ พยายามแก้ไขด้วยการใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นแต่ล้มเหลว โดยพยายามที่จะลดการเก็งกำไรและควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารอย่างรวดเร็วในปลายปี 1989 นโยบายที่เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมืออย่างกระทันหันนี้ทำให้เกิดฟองสบู่แตก และตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ล่มสลาย
5. พอปรับนโยบายครั้งที่ 5 ภายในเดือนสิงหาคม 1990 ดัชนีหุ้น Nikkei ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ครึ่งหนึ่งจากงจุดสูงสุด ถึงปลายปี 1991 ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ก็เริ่มลดลง จนกระทั่งราคาสินทรัพย์ทรุดตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในต้นปี 2535 ณ จุดนี้ในที่สุดฟองสบู่ก็แตกเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ของญี่ปุ่นแตก ก็ทำให้เกิดสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "ทศวรรษที่หายไป" (Lost Decades) หรือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่โตหรือโตน้อยมาก ต่างกับช่วงก่อนวิกฤตที่ยิ่งใหญ่จนเทียบไม่ติด ตั้งแต่ปี 1991 ถึง 2003 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อวัดโดย GDP ขยายตัวเพียง 1.14% ต่อปี
6. มันคือช่วงเวลาที่สูญหายไปจริงๆ เพราะธุรกิจญี่ปุ่นพังพินาศ บริษัทปิดตัวลงกระทันหัน ทำลายโครงสร้างการจ้างงานของญี่ปุ่น ที่ก่อนนี้จะจ้างและดูแลกันไปทั้งชีวิต แต่จู่ๆ มนุษย์เงินเดือนจำนวนมหาศาลก็พบว่าตัวเองไม่มีงานทำ ไม่รู้จะทำอะไรกับอนาคต คนหนุ่มสาวก็ไม่มีความหวัง เพราะหางานที่มีความมั่นคงได้ยาก และค่าจ้างที่แท้จริงยังลดลงประมาณ 5% ธุรกิจที่รอดมาได้ก็ไม่สามารถโตได้ เพราะญี่ปุ่นประสบกับภาวะราคาสินค้าและบริการชะงักงัน ในขณะที่ผู้บริโภคก็กังวลใจจนไม่กล้าใช้เงิน ทำส่งผลให้การบริโภคลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินฝืดในระยะยาวในญี่ปุ่น 7. Lost Decades ส่งผลต่อภาคธุรกิจของญี่ปุ่นอย่างไร ก็ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนญี่ปุ่นมากเท่านั้น เพราะชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ผู้ติดกับองค์กรธุรกิจ เมื่อภาคธุรกิจล่มสลายลง ชีวิตของผู้คนก็ล่มสลายตามไปด้วย ชาวญี่ปุ่นเลิกหวังกับการทำงานที่มั่นคง และระวังตัวตลอดเวลากับการใช้จ่าย ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนญี่ปุ่นออมเงินในระดับสูงที่สุดในโลก พฤติกรรมนี้สร้างปัญหาให้รัฐบาลมาก เพราะเงินถูกเก็บเอาไว้จนไม่ไหลออกมาสู่ระบบ ยิ่งทำให้ญี่ปุ่นติดกับดักภาวะเงินฝืด นั่นคือถึงราคาข้าวของจะไม่แพงเพราะธุรกิจซบเซา แต่ประชาชนก็ไม่ยอมใช้จ่าย ทำให้เงินหมุนเวียนน้อย
8. BOJ ใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เพื่อให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากภาวะถดถอยหลังวิกฤตฟองสบู่ แต่แม้จะตรึงดอกเบี้ยในระดับ 0% มานานกว่า 20 ปีแล้ว มันก็ยังไม่ได้ผลชัดเจน แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมาบ้างในอัตราเลขหลักเดียว ในขณะที่รัฐบาลก็อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะแต่ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน และการใช้งบประมาณไปกับเรื่องนี้มากมาย ทำให้ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ณ เดือนมีนาคม 2023 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.30 ล้านล้านเยน) หรือ 263% ของ GDP และสูงที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว 43.3% ของหนี้นี้ถือโดย BOJ
9. ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุด ไม่นับสหรัฐอเมริกาที่สามารถก่อหนี้ได้โดยไม่ต้องกลัวจะถูกทวงหรือล้มละลายเพราะอิงกับสินทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุดนั่นคือ เงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ญี่ปุ่นมีเงินเยนที่ไม่แข้งแกร่งเหมือนก่อน และยังมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทำไมญี่ปุ่นถึงยังไม่ล้มละลาย? นั่นก็เพราะ BOJ ใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์มาอย่างยาวนาน ทำให้ยังมีเงินไหลเข้าระบบอยู่เสมอแม้จะไม่มากนัก บวกกับการที่รัฐบาลญี่ปุ่นซื้อพันธบัตรรัฐบาลมาถือเอาไว้เองเกินครึ่งหนึ่ง ทำให้ช่วยประคองราคาพันธบัตรเอาไว้ และทำให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำ แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่การประคับประคองเอาไว้เท่านั้น ญี่ปุ่นยังไม่พ้นจากวิกฤตเลย
10. เมื่อถึงทศวรรษที่ 2000 - 2010 ธุรกิจญี่ปุ่นยิ่งเจอผลกระทบจากการที่คู่แข่งแข็งแกร่งขึ้นมานั่นคือจีนกับเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีอัตราการเกิดของประชากรต่ำมาก ทำให้แรงงานคนหนุ่มสาวมีน้อย บวกกับประชากรสูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสุ่ภาวะสังคมาผู้สูงวัย ซึ่งมีแต่คนวัยชราที่รอความช่วยเหลือ แต่คนทำงานหาเงินน้อยลง รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยิ่งติดกับดักที่จะต้องก่อหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำมาประคองประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ได้เต่เฝ้าดูโดยเดาไม่ถูกว่าญี่ปุ่นจะลงเอยแบบไหน ถ้ายังติดอยู่ในวังวนแบบนี้
ดังนั้น "ทศวรรษที่หายไป" จึงยืดเยื้อไปเรื่อยๆ จากแทนที่จะจบแค่ 10 ปี ก็กลายเป็น "20 ปีที่สูญหายไป" (Lost 20 Years) เมื่อถึงทศวรรษที่ 2000 แต่เมื่อถึงทศวรรษที่ 2010 ญี่ปุ่นก็ยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤต กลายเป็น "30 ปีที่สูญหายไป" (Lost 30 Years) จนถึงทุกวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ยังชี้ว่าญี่ปุ่นก็ยังหลงทาง (Lost) ไม่พบทางออกจากเงามืด
Lost Decades การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี ต่างกับช่วงก่อนวิกฤตที่ยิ่งใหญ่จนเทียบไม่ติด ตั้งแต่ปี 1991 ถึง 2003 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อวัดโดย GDP ขยายตัวเพียง 1.14% ต่อปี ขณะทีี่เดือนมีนาคม 2023 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.30 ล้านล้านเยน) หรือ 263% ของ GDP และสูงที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว 43.3% ของหนี้นี้ถือโดย BOJ ซึ่งในอดีตญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก หรือรองจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกลำดับเหตุการณ์ไว้ดังนี้
1. ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองไปจนถึงการสิ้นสุดของสงครามเย็น เป็นช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูอย่างมาก จนเรียกว่า "ปาฏิหาริย์เศรษฐกิจญี่ปุ่น" (Japanese economic miracle) เพราะญี่ปุ่นสามารถพลิกจากประเทศผู้แพ้สงครามโลก แล้วกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างรวดเร็ว (รองจากสหรัฐอเมริกา) ช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นแข็งแกร่งอย่างมากนี้มีระยะเวลาระหว่างปี ค.ศ. 1946 - ปลายทศวรรษที่ 1980 หรือราวๆ 30 ปี มีช่วงเวลาหนึ่งที่คนญี่ปุ่นถูกมองว่าเศรษฐีที่โปรยเงินซื้อสินทรัพย์ไปทั่วโลก วัฒนธรรมญี่ปุ่นกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่ทรงพลัง และทุกคนก็อยากให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศตน
2. อย่างไรก็ตาม เมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลง หลังจากผ่านไปสามทศวรรษ ญี่ปุ่นก็ประสบกับ "การเติบโตที่ถดถอย" นั่นคือแม้จะเติบโต แต่ก็เนิบๆ และค่อยช้าลงๆ เนื่องจากค่าเงินเยนของญี่ปุ่นสูงขึ้น สาเหตุที่เงินเยนสูงขึ้นเพราะ Plaza Accord ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างห้าประเทศอุตสาหกรรม รวมถึงญี่ปุ่นในการลดค่าเงินดอลลาร์ เพราะเงินดอลลาร์แข็งเกินไปจนทำให้เงินจากสกุลเงินอื่นๆ ไหลเข้าไปที่ดอลลาร์ และทำให้ประเทศคู่ค้าขาดดุล เป้าหมายของข้อตกลงนี้ก็เพื่อช่วยทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นนั่นเอง
3. แต่ข้อตกลงนี้ไม่ได้ผล แถมยังเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงยังทำให้ญี่ปุ่นเสียดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาเข้าไปอีก ส่วนเงินเยนก็ยิ่งแข็งขึ้นมาทำให้การส่งออกของญี่ปุ่นมีปัญหา ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) และรัฐบาลญี่ปุ่นแก้ปัญหาด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบมากขึ้น แต่ยิ่งทำให้เกิดราคาสินทรัพย์ที่พุ่งสูงตัวอย่างรวดเร็วและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ร้อนจัด รวมถึงปริมาณเงินและการขยายสินเชื่อที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผลก็คือเกิเดภาวะเรียกว่า "ฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ของญี่ปุ่น" ตั้งแต่ปี 1986 ถึง 1991 ซึ่งราคาอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นสูงเกินจริงอย่างมาก
4. เพราะหวังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ BOJ ยังกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพื่อทำยอดให้ถึงโควต้าโดยไม่พิจารณาว่าผู้กู้มีความสามารถที่จะใช้คืนได้หรือไม่ ทำให้เกิดหนี้เสียรุนแรงมาก BOJ พยายามแก้ไขด้วยการใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นแต่ล้มเหลว โดยพยายามที่จะลดการเก็งกำไรและควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารอย่างรวดเร็วในปลายปี 1989 นโยบายที่เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมืออย่างกระทันหันนี้ทำให้เกิดฟองสบู่แตก และตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ล่มสลาย
5. พอปรับนโยบายครั้งที่ 5 ภายในเดือนสิงหาคม 1990 ดัชนีหุ้น Nikkei ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ครึ่งหนึ่งจากงจุดสูงสุด ถึงปลายปี 1991 ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ก็เริ่มลดลง จนกระทั่งราคาสินทรัพย์ทรุดตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในต้นปี 2535 ณ จุดนี้ในที่สุดฟองสบู่ก็แตกเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ของญี่ปุ่นแตก ก็ทำให้เกิดสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "ทศวรรษที่หายไป" (Lost Decades) หรือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่โตหรือโตน้อยมาก ต่างกับช่วงก่อนวิกฤตที่ยิ่งใหญ่จนเทียบไม่ติด ตั้งแต่ปี 1991 ถึง 2003 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อวัดโดย GDP ขยายตัวเพียง 1.14% ต่อปี
7. Lost Decades ส่งผลต่อภาคธุรกิจของญี่ปุ่นอย่างไร ก็ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนญี่ปุ่นมากเท่านั้น เพราะชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ผู้ติดกับองค์กรธุรกิจ เมื่อภาคธุรกิจล่มสลายลง ชีวิตของผู้คนก็ล่มสลายตามไปด้วย ชาวญี่ปุ่นเลิกหวังกับการทำงานที่มั่นคง และระวังตัวตลอดเวลากับการใช้จ่าย ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนญี่ปุ่นออมเงินในระดับสูงที่สุดในโลก พฤติกรรมนี้สร้างปัญหาให้รัฐบาลมาก เพราะเงินถูกเก็บเอาไว้จนไม่ไหลออกมาสู่ระบบ ยิ่งทำให้ญี่ปุ่นติดกับดักภาวะเงินฝืด นั่นคือถึงราคาข้าวของจะไม่แพงเพราะธุรกิจซบเซา แต่ประชาชนก็ไม่ยอมใช้จ่าย ทำให้เงินหมุนเวียนน้อย
8. BOJ ใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เพื่อให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากภาวะถดถอยหลังวิกฤตฟองสบู่ แต่แม้จะตรึงดอกเบี้ยในระดับ 0% มานานกว่า 20 ปีแล้ว มันก็ยังไม่ได้ผลชัดเจน แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมาบ้างในอัตราเลขหลักเดียว ในขณะที่รัฐบาลก็อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะแต่ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน และการใช้งบประมาณไปกับเรื่องนี้มากมาย ทำให้ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ณ เดือนมีนาคม 2023 หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.30 ล้านล้านเยน) หรือ 263% ของ GDP และสูงที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว 43.3% ของหนี้นี้ถือโดย BOJ
9. ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุด ไม่นับสหรัฐอเมริกาที่สามารถก่อหนี้ได้โดยไม่ต้องกลัวจะถูกทวงหรือล้มละลายเพราะอิงกับสินทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุดนั่นคือ เงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ญี่ปุ่นมีเงินเยนที่ไม่แข้งแกร่งเหมือนก่อน และยังมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทำไมญี่ปุ่นถึงยังไม่ล้มละลาย? นั่นก็เพราะ BOJ ใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์มาอย่างยาวนาน ทำให้ยังมีเงินไหลเข้าระบบอยู่เสมอแม้จะไม่มากนัก บวกกับการที่รัฐบาลญี่ปุ่นซื้อพันธบัตรรัฐบาลมาถือเอาไว้เองเกินครึ่งหนึ่ง ทำให้ช่วยประคองราคาพันธบัตรเอาไว้ และทำให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำ แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่การประคับประคองเอาไว้เท่านั้น ญี่ปุ่นยังไม่พ้นจากวิกฤตเลย
10. เมื่อถึงทศวรรษที่ 2000 - 2010 ธุรกิจญี่ปุ่นยิ่งเจอผลกระทบจากการที่คู่แข่งแข็งแกร่งขึ้นมานั่นคือจีนกับเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีอัตราการเกิดของประชากรต่ำมาก ทำให้แรงงานคนหนุ่มสาวมีน้อย บวกกับประชากรสูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสุ่ภาวะสังคมาผู้สูงวัย ซึ่งมีแต่คนวัยชราที่รอความช่วยเหลือ แต่คนทำงานหาเงินน้อยลง รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยิ่งติดกับดักที่จะต้องก่อหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำมาประคองประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ได้เต่เฝ้าดูโดยเดาไม่ถูกว่าญี่ปุ่นจะลงเอยแบบไหน ถ้ายังติดอยู่ในวังวนแบบนี้
ดังนั้น "ทศวรรษที่หายไป" จึงยืดเยื้อไปเรื่อยๆ จากแทนที่จะจบแค่ 10 ปี ก็กลายเป็น "20 ปีที่สูญหายไป" (Lost 20 Years) เมื่อถึงทศวรรษที่ 2000 แต่เมื่อถึงทศวรรษที่ 2010 ญี่ปุ่นก็ยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤต กลายเป็น "30 ปีที่สูญหายไป" (Lost 30 Years) จนถึงทุกวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ยังชี้ว่าญี่ปุ่นก็ยังหลงทาง (Lost) ไม่พบทางออกจากเงามืด









ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น