ชวนมาสร้างระบบที่สามารถต่อยอดนำคุณไปสู่อิสรภาพทางการเงินและอิสรภาพของชีวิต

ความมั่งคั่งมั่นคงแบบใหม่ให้คนไทย เพื่อการมีสุขภาพและสุขภาวะการเงินที่ดี มุ่งหวังคนไทยมี Healthspan ที่ยืนยาว

New Wealth ความมั่งคั่งมั่นคงแบบใหม่
มาร่วมสร้าง ‘
New Wealth’ ความมั่นคงมั่งคั่งแบบใหม่ให้คนไทย ด้วยการมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีผ่าน 6 มิติ ได้แก่ ร่างกายที่แข็งแรง (Healthy Body) สุขภาพจิตที่ดี (Healthy Mind) การพัฒนาตนเอง (Personal Growth) คอมมิวนิตีที่ดี (Community Connection) ความมั่นคงทางการเงิน (Financial Wellbeing) และโลกที่ยั่งยืน (Healthy Planet) เหล่านี้หมายความถึงปณิธานของแอมเวย์ที่ต้องการมีส่วนช่วยให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอย่างยาวนานเพื่อยืดอายุของสุขภาพกาย ช่วยส่งเสริมให้คนมีสุขภาพจิตใจที่ดีหรือมีสภาวะทางอารมณ์ในเชิงบวกผ่านสังคมแห่งการสนับสนุนและเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่ซ่อนอยู่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและเชื่อมโยงทางสังคมผ่านคอมมิวนิตีของคนรักสุขภาพหรือมีความสนใจเหมือนๆ กัน ที่สำคัญ ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินที่มีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีในอนาคต นอกจากนี้ แอมเวย์ยังมุ่งมั่นตั้งใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางการทำงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเพาะปลูกวัตถุดิบ การผลิตผลิตภัณฑ์ และการปฏิบัติงานในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความยั่งยืนมากขึ้น”

อนาคตมั่นคง เราออกแบบได้ ?

 ‘New Wealth’ ความมั่นคงมั่งคั่งแบบใหม่
     หากมัวยอมจำนนกับการที่มีต้นทุนที่เกิดมาไม่เท่ากันแล้ว เราคงไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ดังนั้นต้องปรับมายด์เซ็ตใหม่เลิกผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มออกแบบชีวิตคือ วันนี้ ตอนนี้ วินาที่นี้ เช่นหากต้องการมีต้นไม้ใหญ่ไว้พักพิงที่บ้านตอนเกษียณ ปกติใช้เวลาปลูก 20 ปี ถ้าไม่ได้ปลูกวันนี้คงไม่ได้ร่มเงาให้เราได้ใช้ทันในอนาคตอย่างแน่ยอน สลัดตัวของเราเองออกมาจากกับดักที่เหนี่ยวรั้งชีวิตของพวกเรากันเถอะ


 แยกอดีต-ปัจจุบัน-อนาคตให้ชัดเจน

แม้อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้วและแก้ไขไม่ได้ แต่สามารถเอามาเปรียบเทียบเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิมได้ ลองเปลี่ยนมุมมองชีวิตให้ตัวเองใหม่ เช่น ลองดูว่าปัจจุบันของเราเปลี่ยนแปลงจากอดีตที่ผ่านมาอย่างไร พร้อมกับวางเป้าหมายอนาคตสร้างแรงจูงใจ อาทิ ริเริ่มแก้ไขสิ่งที่ยังไม่ดี หรือเริ่มทำตามความฝัน แต่ต้องระวังอย่าผูกมัดเป้าหมายตึงเกินไปในแบบที่ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะจะทำให้ท้อแท้ไปก่อนระหว่างทาง


ชีวิตออกแบบได้ต้องเริ่มเดี๋ยวนี้


หากมัวยอมจำนนกับต้นทุนที่เกิดมาไม่เท่ากันแล้ว คงไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแน่ ดังนั้นต้องเลิกผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเวลาที่ดีที่สุดในนการเริ่มออกแบบชีวิตคือ “วันนี้ ตอนนี้ วินาทีนี้” เช่น หากต้องการมีต้นไม้ใหญ่ไว้พักพิงที่บ้านตอนเกษียณ ปกติใช้เวลาปลูก 20 ปี ถ้าไม่ได้ปลูกวันนี้ก็คงไม่ได้ร่มเงา



 จินตนาการสำคัญควบคู่กับความรู้


การฝันถึงอนาคต เช่น อยากมีบ้านให้ครอบครัวได้อยู่กันอบอุ่น ประหนึ่งการสะกดจิตตัวเองว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ สิ่งนี้จะเป็นแรงขับให้เดินไปอย่างมีเป้าหมาย ไม่หลงทางกับอะไรกับสิ่งยั่วยุให้ใช้จ่ายระหว่างทาง ขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพตัวเองด้วยการหารายได้เสริม เพิ่มทักษะเพื่อหาโอกาสก้าวไปสู่งานที่มั่งคั่งมากขึ้น



 หมั่นถอดบทเรียนการเงินอดีต


การใช้ชีวิตมักควบคู่กับการเงินเสมอ จะดีมากหากเริ่มวิเคราะห์การใช้เงินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ค่อยๆ เพิ่มระดับการสร้างความมั่งคั่ง คอยบอกตัวเองเสมอว่าไม่มีใครมีชีวิตที่สำเร็จรูปตั้งแต่เกิด ถึงแม้เกิดมาร่ำรวยแต่ก็มีตัวอย่างการใช้ชีวิตผิดพลาดให้เห็น วันนี้เมื่อรู้ว่าพังไม่เป็นท่ากับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ควรหาวิธีจำกัดจุดอ่อน และสร้างแผนทางการเงินกันใหม่



ชีวิตออกแบบได้ต้องเริ่มเดี๋ยวนี้ปล่อยให้ตลาดทำงานของมันไป ส่วนคุณถอยออกมาแล้วให้ระบบเขาทำงานแบบ DCA ไป

วันที่ 19 พ.ค. 2566 ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,515 จุด เทียบกับดัชนีเมื่อสิ้นเดือนพ.ค.ปี 2556 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่ 1,562 จุด ก็แสดงว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้ปรับขึ้นเลย ถือว่าเป็น “Lost Decade” หรือ “ทศวรรษที่หายไป”   ที่มีแต่การรอ รอ แล้วก็รอ ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นมาเลย

‘บ้าน’ คือ ‘หนี้สิน’ หรือ ‘ทรัพย์สิน’ กันแน่ ?

  • ยิ่งปล่อยเวลาให้นานไป ยิ่งเป็นเจ้าของบ้านยากขึ้น ?

  • บ้านราคา 2 ล้าน จะเพิ่มเป็น 4 ล้านภายใน 10 ปี

  • อีกแนวคิดมอง ‘บ้านเพื่ออยู่อาศัย’ คือ ‘หนี้สิน’ ไม่สร้างกระแสเงินรับ

ข้อมูลจาก Krungsri The COACH ระบุว่า บ้าน ถือ ทรัพย์สินที่มีราคาสูง คนส่วนใหญ่จึงสามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยการขอสินเชื่อ ซึ่ง บ้าน ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีแต่ราคาเพิ่มขึ้น ไม่มีขาดทุน (เว้นแต่เจ้าของตั้งใจขายขาดทุน เพราะรีบใช้เงิน) ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ราคาอสังหาริมทรัพย์โต เฉลี่ยที่ปีละ 6-8 % มากกว่ารายได้เฉลี่ยที่จะโตอยู่ที่ 3-5 % 

ยกตัวอย่าง มีบ้านหลังหนึ่ง วันนี้ ราคาหลังละ 2 ล้านบาท เรามีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน ถ้าจะซื้อบ้านหลังนี้ได้ เราต้องทำงานประมาณ 67 เดือน แล้วเอาเงินเดือนทั้งหมดมาเก็บสะสมเพื่อซื้อบ้าน


แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี บ้านหลังเดิมที่ราคา 2 ล้านบาท มีแนวโน้มจะปรับราคาเป็น 3,500,000-4,300,0000 บาท  เมื่อมาดูที่รายได้ที่ผ่านไป 10 ปี อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,300-48,000 บาท/เดือน  เมื่อนำราคาบ้านมาหาร กับเงินเดือนต้องทำงาน 88 เดือน ซึ่งจะสามารถเป็นเจ้าของบ้านหลังเดิมได้

ผ่านไป 10 ปี เราอาจจะต้องใช้เงินเก็บมากกว่ากรณีแรก หมายความว่า ยิ่งเวลาผ่านไป เรายิ่งเป็นเจ้าของบ้านได้ยาก และมีแนวโน้มที่บ้านจะราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง บ้าน ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่สามารถเพื่อหาประโยชน์จากส่วนต่างกำไรได้ แต่ข้อจำกัด คือ เป็นสินทรัพย์ที่สภาพคล่องไม่สูงเท่าสินทรัพย์ อย่าง ทองคำ และ กองทุน เป็นต้น

แต่ต้องเน้นย้ำ ว่า การคิดราคาบ้านข้างต้น ไม่นับรวมดอกเบี้ยบ้าน ที่ส่วนใหญ่สินเชื่อบ้านจะอ้างอิงตามดอกเบี้ย MRR (Minimum Retail Rate) หรือ ดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดี  ปัจจุบัน (ก.พ.67) สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ย MRR ตั้งแต่ระดับ  6.8450- 10.1500 %  แล้วแต่เงื่อนไขของธนาคาร ซึ่งถือเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น

ขณะที่อีกแนวคิด ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ  ผู้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า "พ่อรวยสอนลูก"  ก็ได้นิยามของสินทรัพย์และหนี้สินไว้ อย่างน่าสนใจว่า  

"สินทรัพย์" คือ สิ่งที่ถือครองแล้วจะสามารถสร้าง "กระแสเงินสดรับ" ได้มากกว่า "กระแสเงินสดจ่าย"


ส่วน "หนี้สิน" คือ สิ่งที่ถือครองแล้วจะสามารถสร้าง "กระแสเงินสดรับ" ได้น้อยกว่า "กระแสเงินสดจ่าย" รวมถึง หนี้สินจะมีคุณสมบัติ ในดึงเงินออกจากระเป๋าเราไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

นั่นหมายความว่า คือ บ้านเพื่ออยู่อาศัย เป็น หนี้สิน  แต่มีข้อดี คือ ระหว่างผ่อนบ้านไป เราก็สามารถเข้าพักอาศัยได้ เป็นที่อยู่สำหรับการทำกิจการต่างๆ รวมถึงหากมีความจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา สามารถเอาบ้านไปขอสินเชื่อได้ ตามเงื่อนไขที่ธนาคารนั้นๆกำหนด 

ซึ่งแตกต่างจาก บ้าน หรือ ที่อยู่อาศัย ที่ซื้อไว้เพื่อลงทุน ปล่อยเช่า หรือ ขายต่อ ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดรับ ได้มากกว่ากระแสเงินสดจ่าย หากมีลูกค้าต่อเนื่อง 

ดังนั้น พอจะอนุมานได้ว่า เราจะมองว่าบ้านเป็นทรัพย์สิน หรือ หนี้สิน ก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการซื้อบ้านหลังนั้นว่า มี กระแสเงินสดที่ได้รับในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร

ป้องกันความผันผวนและไม่แน่นอนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ตัวอย่าง ทศวรรษที่หายไป VS ทศวรรษแห่งความรุ่งโรจน์


วันที่ 19 พ.ค. 2566 ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,515 จุด เทียบกับดัชนีเมื่อสิ้นเดือน พ.ค.ปี 2556 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่ 1,562 จุด ก็แสดงว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้ปรับขึ้นเลย ถือว่าเป็น “Lost Decade” หรือ “ทศวรรษที่หายไป”
ในวันเดียวกัน ดัชนีนิกเกอิของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นเป็น 30,808 จุด แตะจุดสูงสุดในรอบ 33 ปี และเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีย้อนหลังไปประมาณ 10 ปี คือในวันที่ 1 ก.ค. 2555 หรือ 2012 ที่ 8,870 จุด ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นไป 247% คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 12% นับว่าเป็น “ทศวรรษทอง” ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของญี่ปุ่นที่อยู่ที่ประมาณ 0-1% ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้ก็สูงถึง 18% และน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ดีที่สุดในโลกตลาดหนึ่ง

อะไรทำให้ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาดีเยี่ยมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 20 ปีก่อนหน้านั้น? คำตอบของผมเป็นเรื่องของ “การเมือง” ซึ่งจะเชื่อมโยงถึงตลาดหุ้นไทยที่เราเองกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ในวันที่ 1 ต.ค. 1979 หรือประมาณ 44 ปี ที่แล้ว เศรษฐกิจและประเทศญี่ปุ่นกำลังเติบโตอย่างแรง ญี่ปุ่นกำลัง “ครองโลก” ในด้านของเทคโนโลยีการผลิตและกลยุทธ์การบริหารธุรกิจที่โดดเด่น เช่น เรื่องของการบริหารสินค้าคงคลังแบบ “Just in Time” ของโตโยต้า เป็นต้น “ถนนทุกสาย” ในเวลานั้นต่างก็มุ่งสู่ญี่ปุ่น คนอเมริกันต่างก็กลัวว่าญี่ปุ่นกำลังจะ “แซงหน้า”สหรัฐที่กำลัง “ถดถอย” อานิสงส์จากสงครามเวียดนามและภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นบูมอย่างหนักเช่นเดียวกับทรัพย์สินสำคัญอย่างที่ดินที่มีราคาขึ้นสูง แค่โตเกียวเมืองเดียวก็อาจจะมีมูลค่ามากกว่ารัฐที่ใหญ่ที่สุดอย่างแคลิฟอร์เนีย เป็นต้น ภายใน 10 ปี ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้นจาก 6,569 จุด เป็น 38,916 จุด ในวันที่ 1 ต.ค. 1989 และก็เป็นจุดสูงสุดที่ถึงวันนี้ก็ยังไม่ผ่าน ผลตอบแทนในช่วง 10 ปีคือ 492% หรือคิดเป็นผลตอบแทนแบบทบต้นปีละประมาณ 17.6% เป็นทศวรรษ “เพชร” ที่หาได้ยากมากในตลาดหุ้นระดับโลก

หลังจากนั้น ดัชนีก็เริ่ม “ดิ่งเหว” สังคมญี่ปุ่นเริ่มแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ หายไป สินค้าที่ถูกผลิตอย่าง “สมบูรณ์แบบ” ที่คนญี่ปุ่นทำได้ดีมากถูกแทนที่ด้วยสินค้าใหม่ ๆ ที่ถูกออกแบบให้ผู้บริโภคนิยมในราคาที่ต่ำลง  สินค้ายุคใหม่ที่เกิดจากการ “ปฎิวัติดิจิทัล” และความคิดสร้างสรรค์ของ “เด็ก” เข้ามาแทนที่สินค้าอุตสาหกรรมและบริการแบบเดิม โดยที่สังคมและคนญี่ปุ่นที่ค่อนข้าง “อนุรักษ์นิยม” ไม่สามารถจะตามทัน

ดัชนีนิกเกอิในช่วง 10 ปีหลังจากนั้นคือในวันที่ 1 ต.ค. 1999 ลดลงมาเหลือ 18,934 จุด หรือลดลงมาถึง 51.3% ตลาดหุ้นแทบจะเป็น “นรก”  ของนักลงทุน แต่นั่นก็ยังไม่พอ เพราะเศรษฐกิจก็ยังไม่มีวี่แววที่จะฟื้น เวลาผ่านไปอีก 10 ปี ดัชนีในวันที่ 1 ต.ค. 2009 ลดลงมาอีกเหลือเพียง 10,546 จุด หรือตกลงไปอีก 44.3% รวมแล้วภายในเวลา 20 ปี ดัชนีนิกเกอิลดลงจาก 38,916 เหลือ 10,546 หรือลดลง 72.9% เงิน 100 เยน “ลงทุนระยะยาว” ในตลาดหุ้นโตเกียวเป็นเวลา 20 ปี เหลือเฉลี่ยเพียง 27 เยน หุ้นญี่ปุ่น “ตายแล้ว” เช่นเดียวกับเศรษฐกิจและประเทศญี่ปุ่นที่ไม่รู้จะทำอย่างไรหรือจะไปทางไหน และก็เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่นที่แก่ตัวลงมากและดู “ไม่มีอนาคต”

แต่แล้ว ในปี 2012 ชินโซะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ “หนุ่มที่สุด” ที่เคยเป็นในปี 2006-2007 และลาออกไป เพราะโรคกระเพาะ ก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในการเลือกตั้งที่เกิด “แลนด์สไลด์” และเขามาพร้อมกับการ “เปลี่ยนแปลง” ครั้งใหญ่ของสังคมญี่ปุ่น เขาประกาศนโยบาย “ธนู 3 ดอก” ที่จะกระตุ้นและสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ซบเซามานานมาก

ดอกแรกก็คือ นโยบายทางการเงินจะต้องผ่อนคลายและอัตราเงินเฟ้อจะต้องขึ้นไปอยู่ที่ 2% ต่อปี มีการปั๊มเงินเข้าสู่ระบบมหาศาล เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว และตลาดหุ้นก็วิ่งขึ้นไปถึง 70% ในเวลาเพียงปีเดียว

ธนูดอกที่สองคือนโยบายการคลัง มีการอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างสาธารณูปโภค เงินช่วยเหลือ SME และให้สิทธิประโยชน์กับการลงทุน เพื่อที่จะทำให้ GDP โตขึ้นเป็น 2% ต่อปี พูดง่าย ๆ เขาเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเหนือกว่าเรื่องของเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล เขาคิดว่าถ้าเศรษฐกิจไม่โต ความมั่นคงทางการคลังก็ไม่มี

ธนูดอกที่สาม ก็คือ กลยุทธ์การเติบโตและการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่นการเปิดเสรีทางการค้าและการทำสนธิสัญญาทางการค้าขนาดใหญ่ เช่น TPP ซึ่งอาจจะจำเป็นที่จะต้องเปิดตลาดทางด้านสินค้าเกษตรที่ไม่สามารถแข่งขันได้ เป็นต้น นอกจากนั้น เขาก็พยายามให้ผู้หญิงเข้ามาในตลาดแรงงานมากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็น “สิ่งใหม่” ในสังคมของญี่ปุ่น

และทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวถึงนั้น ทำให้คนเรียกแนวทางเศรษฐกิจนี้ว่าเป็น “อาเบะโนมิกซ์” และในทางส่วนตัวเขาเองก็พยายามทำตัวให้ทันสมัยเป็นแนว “คนรุ่นใหม่” ที่มี “เสื้อผ้าหน้าผม” ที่คนระดับนายกจะไม่ทำกันในสังคมอนุรักษ์นิยมแบบญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรีอาเบะได้รับการเลือกตั้งอีกหลายครั้งประมาณ 4 สมัย และเป็นนายกที่อยู่นานน่าจะที่สุดในยุคหลังสงครามโลก และลาออกในปี 2020 เพราะโรคกระเพาะกลับมาคุกคามอีกครั้ง จนกระทั่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้วในระหว่างการช่วยหาเสียงเลือกตั้งให้พรรค

ช่วงตั้งแต่อาเบะเป็นนายกในปี 2012 จนถึงวันนี้ ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นจะดูดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อนหน้านั้นแม้ว่าคนญี่ปุ่นจะแก่ตัวไปอีกมากก็ตาม ผมเองไม่รู้ว่ามาจากนโยบายของ “รัฐบาล” เป็นหลักหรือไม่ แต่ก็หาเหตุผลอื่นไม่ได้

กลับมาที่ประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจาก “รัฐบาลที่มาจากทหาร” ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ในปี 2531 จนถึงปี 2534 นั้น นายกชาติชายได้ประกาศ “แนวทางใหม่” ของประเทศ จากการที่เคยสู้รบกับเพื่อนบ้านมาเป็น “ทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า” คือค้าขายกับเพื่อนบ้าน และเปลี่ยนนโยบายประเทศมาเป็นแบบ “ทุนนิยมเสรี” เต็มที่ ส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนและเป็น “มิตรกับนักธุรกิจ” ว่าที่จริงคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำพรรคการเมืองนั้นต่างก็มาจากนักธุรกิจหรือเป็นคนที่มีนักธุรกิจสนับสนุนในการเลือกตั้งจำนวนมาก

ช่วงระหว่างการบริหารงานของรัฐบาลชาติชายนั้น ประเทศไทยยึดหลักการเป็นตลาดทุนนิยมเสรีมาก มีการเปิด “เสรีทางการเงิน” อนุญาตให้เงินต่างประเทศไหลเข้าออกแบบเสรีซึ่งรวมถึงการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นด้วย ผลก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นอย่างแรง ช่วงหนึ่งเคยปรับจากประมาณ 320 จุด เป็น กว่า 1,100 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 250% ในเวลาเพียง 2.5 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละถึง 65% และนี่ก็น่าจะเป็นผลจากนโยบายใหม่ของรัฐบาลที่ “Pro Business” หรือสนับสนุนธุรกิจเอกชนและเปิดตลาดเสรีมากขึ้น

ช่วงเวลาขณะนี้ที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งและกำลังเปลี่ยนรัฐบาลที่มีนโยบายแตกต่างจากเดิมค่อนข้างมาก แต่ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจะไม่ตอบสนองในทางที่ดีอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรืออย่างในกรณีของช่วงนายกชาติชายเมื่อ 35 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นี่เพียงเพิ่งจะเริ่มต้นไม่กี่วัน อนาคตอีก 2-3 เดือนเมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จหรืออีก 1-2 ปี ข้างหน้า เราก็จะรู้ว่านโยบายหรือการปฏิบัติจะเป็นอย่างไรและจะตอบสนองต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแค่ไหน

ในระหว่างนี้ผมคิดว่าผู้ที่จะรับผิดชอบประเทศต่อไป ก็ควรจะดูสัญญาณจากดัชนีตลาดหุ้นว่า สิ่งที่จะทำนั้นจะมีผลบวกหรือเป็นลบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวแค่ไหน อย่าคิดว่าตลาดหุ้นนั้น เป็นเสียงของคนส่วนน้อย เพราะนี่เป็นเสียงของคนที่เป็นหรืออยู่ในศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่สามารถทำนายได้ว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน ถ้าหุ้นขึ้นก็มักจะแปลว่านโยบายหรือสถานการณ์ไปถูกทาง ถ้าหุ้นลงก็เป็นตรงกันข้าม

ขอขอบคุณ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สอบถามเพิ่มเติม
ไพโรจน์ จิวตระกูลวงศ์
0816032249








ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เลือกอย่างไรให้คุณได้มากที่สุด

เทรนผู้สูงอายุในประเทศไทย

ผลิตภัณท์จำเป็นและสร้างคุณค่าให้คุณสำหรับชีวิตประจำวันทุกคน